บทที่ 20 ไป เข้าไปยังที่พักของเรากัน”

บรรยากาศที่ควรเคร่งขรึมกลับวุ่นวายโกลาหลไปชั่วขณะ เสียงโวยวายของหลี่เซวียนดังลั่นไปทั่วลาน จนศิษย์ใกล้เคียงเริ่มหันมามองด้วยความสงสัย มีศิษย์ผู้หนึ่ง รีบนำเสื้อมาคลุมสวมให้ศิษย์พี่หลี่เซวียน

ฉางซีได้แต่ถอนหายใจในใจ หลังจากโดนต่อว่าอยู่พักใหญ่ จนแทบไม่ได้พักหายใจ ศิษย์พี่หลี่เซวียนจึงสะบัดแขนเสื้ออย่างหงุดหงิด เดินเข้าไปในเรือนเก็บของ ก่อนจะหยิบชุดสำหรับศิษย์สายนอกออกมาสองชุด

เขาไม่แม้แต่จะมองหน้าทั้งคู่ เพียงโยนอาภรณ์สีครามหม่นมาให้ด้วยแรงอารมณ์ ผืนผ้าลอยมากระทบอกฉางซี ก่อนร่วงลงในอ้อมแขนของนาง

“รับไป! แล้วรีบเปลี่ยนเสีย อย่าได้ก่อเรื่องอีก เรือนพักของพวกเจ้าอยู่ข้าง ๆ ห้องเก็บของนี่” เขากล่าวเสียงแข็ง กัดฟันแน่นราวกับสะกดกลั้นโทสะเต็มที่

พูดจบก็หมุนกายจากไปทันที ฝีเท้าหนักแน่นกระแทกพื้นหินดังตึงตัง แผ่นหลังนั้นยังแผ่ไอขุ่นมัวแห่งความอับอายไม่จางหาย

เมื่อร่างของเขาลับสายตาไปแล้ว บรรยากาศจึงค่อยสงบลง

“เหตุใดศิษย์พี่ผู้นี้จึงโกรธพวกเราถึงเพียงนี้” เยี่ยเสวียนหันมาถาม สีหน้าจริงจัง แววตาใสกระจ่างราวกับไม่เข้าใจต้นสายปลายเหตุแม้แต่น้อย

ฉางซีมองหน้าคนถามนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจพรืดใหญ่

ดูท่ามารน้อยผู้นี้จะไม่รู้เรื่องจริง ๆ

นางยกมือกดหว่างคิ้วเบา ๆ คล้ายปวดศีรษะขึ้นมาอย่างกะทันหัน “เจ้าคิดจริงหรือ ว่าเมื่อครู่เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย”

เยี่ยเสวียนเอียงคอเล็กน้อย “ก็เป็นเพียงอาภรณ์ไม่ใช่หรือ”

คำตอบนั้นทำให้นางนิ่งงันไปชั่วขณะ

ช่างเถิด… จะอธิบายไปก็เกรงว่าจะยิ่งมากความ

ฉางซีส่ายหน้าเบา ๆ บ่นพึมพำ “ข้าล่ะแปลกใจจริง ๆ เยี่ยเสวียนเป็นคนทำ เหตุใดมาลงที่ข้า” ก่อนจะยัดชุดศิษย์สายนอกใส่มือเขา “ต่อไปก่อนจะใช้พลัง ควรตั้งจิตให้มั่น อย่าได้ว่อกแว่กอีก เข้าใจหรือไม่”

เยี่ยเสวียนก้มมองผ้าในมือ พลางพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย “เข้าใจแล้ว”

แม้ปากจะตอบเช่นนั้น แต่ฉางซีกลับรู้สึกไม่วางใจเลยแม้แต่น้อย

“ไป เข้าไปยังที่พักของเรากัน”

สิ้นคำของฉางซี ทั้งคู่ก็เดินอ้อมไปยังเรือนไม้เล็ก ๆ ข้างเรือนเก็บของ ตัวเรือนเก่า สีไม้ซีดจาง หลังคากระเบื้องบางแผ่นยังบิ่นแตก ดูอย่างไรก็ไม่คล้ายที่พักของศิษย์สำนักใหญ่โตแม้แต่น้อย

ทันทีที่ผลักประตูเข้าไป บานประตูส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดยาวราวกับไม่ได้เปิดใช้งานมานาน กลิ่นอับชื้นปะทะเข้าจมูก เศษฝุ่นที่เกาะแน่นหนาตามคานไม้และพื้นกระดานฟุ้งกระจายขึ้นในอากาศ

“แค่ก! แค่ก!” ฉางซีจามติดกันหลายครั้ง รีบยกแขนเสื้อขึ้นปิดจมูก ดวงตาเอ่อคลอเล็กน้อยเพราะฝุ่นผง

ภายในห้องมีเพียงเตียงไม้แข็ง ๆ สองเตียง โต๊ะเตี้ยตัวหนึ่ง และตั่งเก่า ๆ อีกตัวหนึ่ง มุมห้องยังมีใยแมงมุมพาดระโยงระยาง เห็นได้ชัดว่าไม่มีผู้ใดทำความสะอาดมานานหลายเดือน

“สกปรกเช่นนี้ให้คนอยู่ได้หรือไร” นางสบถออกมาอย่างอดกลั้นไม่อยู่ พลางใช้ปลายเท้าเขี่ยกองฝุ่นบนพื้น “ศิษย์พี่นี่ต้องกลั่นแกล้งพวกเราแน่ ๆ”

ว่าแล้วนางก็หันขวับไปหาเยี่ยเสวียน แววตาเต็มไปด้วยความคับข้อง “เพราะเจ้าคนเดียวเลย”

เยี่ยเสวียนยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางฝุ่นที่ยังลอยอ้อยอิ่ง ไม่รู้ว่าตนผิดสิ่งใด รู้เพียงว่า หากมารดาอารมณ์ขุ่นมัว เพียงแค่นั้น เขาก็กลายเป็นผู้ผิดได้โดยไม่ต้องมีเหตุผล

เขายกมือขึ้นลูบปลายจมูกเบา ๆ ก้มหน้าลงเล็กน้อย ไม่เถียง ไม่อธิบาย สีหน้าสงบนิ่งแต่แฝงความระมัดระวัง

ฉางซีเห็นท่าทางนั้นก็ยิ่งพูดไม่ออก ความโกรธเมื่อครู่พลันเจือด้วยความเหนื่อยหน่าย นางถอนหายใจยาวอีกครั้ง ก่อนจะพึมพำกับตนเอง

“ช่างเถิด อย่างน้อยก็ยังมีที่ซุกหัวนอน”

นางก้าวเข้าไปเปิดหน้าต่างให้ลมพัดไล่กลิ่นอับ พลางปัดฝุ่นบนโต๊ะอย่างจำใจ “ช่วยกันทำความสะอาดก่อนเถิด คืนนี้คงต้องทนอยู่ไปก่อน”

เยี่ยเสวียนเงยหน้าขึ้นทันทีที่ได้รับคำสั่ง ราวกับได้รับการอภัยโดยไม่ต้องเอ่ยคำใด เขาก้าวเข้าไปใช้พลังเล็กน้อยสะบัดแขนเสื้อเบา ๆ ลมปราณอ่อน ๆ พัดกวาดฝุ่นออกจากพื้นเป็นวงกว้าง

ฝุ่นปลิวว่อนอีกระลอกจนฉางซีต้องรีบหลบ

“หยุดก่อน!” นางร้อง “เจ้าจะทำให้มันฟุ้งยิ่งกว่าเดิมหรือไร”

เยี่ยเสวียนชะงักมือทันที ก่อนจะพยักหน้ารับอย่างว่าง่ายอีกครั้ง

ภายในเรือนไม้เก่า ๆ แห่งนั้น แม้จะเต็มไปด้วยฝุ่นและความไม่พอใจ แต่กลับมีภาพหนึ่งที่ดูประหลาดนัก มารน้อยผู้ทรงพลัง ยืนก้มหน้ารับคำดุราวเด็กน้อยไร้เดียงสา

เมื่อทำความสะอาดเสร็จ ฉางซีก็ผลักประตูออกมายืนรับลมด้านนอก เรือนไม้เล็ก ๆ ตั้งอยู่ค่อนไปทางหลังเขา รอบด้านเงียบสงบ มีเพียงเสียงลมพัดผ่านยอดสนดังซู่ซ่า แสงอาทิตย์ยามบ่ายคล้อยทอดยาวเป็นเงาบนพื้นหิน

นางยกมือจับราวระเบียงไม้เก่า ซึ่งยังหยาบสากอยู่เล็กน้อย พลางทอดสายตามองลานกว้างเบื้องล่าง ก่อนบ่นออกมาอย่างสุดกลั้น

“นับวันข้ายิ่งเหมือนมารดาจริง ๆ ของเจ้ามารน้อยนี่เข้าให้ทุกทีแล้ว!!!”

เสียงนั้นแฝงทั้งความเหนื่อยหน่ายและความไม่ยอมรับชะตา

บทก่อนหน้า
บทถัดไป